ปรับสมดุลสุขภาพด้วยการปรับอุทานะวายุ

ปรับสุขภาพด้วยการปรับอุทานะวายุ

เมื่อคืนนี้ บีมได้เข้าร่วมการถ่ายทอดสด Satsang ที่ได้พบกับท่าน Sadhguru ซึ่งจะจัดขึ้นทุกเดือนในวันพระจันทร์เต็มดวงให้เข้าร่วมได้ฟรี เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้ชีวิตบีมเปลี่ยนแปลงมากในปีนี้ค่ะ เพราะ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องธาตุและการบริหารจัดการธาตุแต่ละธาตุมากขึ้น และในแต่ละครั้ง ท่านก็จะนำสมาธิด้วย ซึ่งบีมพบว่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบของกายและใจของตัวเองทุกครั้งจริง

สำหรับครั้งนี้ บีมจะมาสรุปให้นะคะ ว่าบีมได้เรียนรู้อะไรบ้างและทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้เพื่อให้มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีเพิ่มขึ้น

  • อย่างแรกสุดเลย ณ ช่วงเวลาขณะนี้ (นับตั้งแต่ช่วง Diwali เทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ของชาวอินเดีย คือ 4 พ.ย. 64 สำหรับปีนี้) เป็นช่วงที่ระบบธรรมชาติของโลกทั้งใบนี้จะเฉื่อยช้าลง เพราะโลกเริ่มหันหน้าออกจากดวงอาทิตย์
  • พลังงานแสงอาทิตย์ เกี่ยวข้องกับชีวิตของสรรพสิ่งรวมถึงมนุษย์โดยตรง เมื่อได้รับแสงน้อยลง ความเฉื่อยจึงเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น จากเดิม ถ้าปลูกต้นไม้ชนิดนี้ จะงอกภายใน 3 วัน ก็จะกลายเป็น 5-6 วัน เป็นต้น
  • ดังนั้น พูดง่าย ๆ ว่า จะมีความเฉื่อยและความถ่วงโดยธรรมชาติทำให้ชีวิตของเรารู้สึกหนัก และถ้าไม่จัดการอะไรเลย ก็จะพาไปสู่สภาวะซึมเศร้าได้ง่ายมาก
  • นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า เราต้องมาจัดการระบบของเราให้คึกคัก ให้ตื่นตัว ให้ท้าทาย ทำอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ ทำให้หลากหลาย
  • และนั่นคือเหตุผลที่ทำไม Diwali จึงต้องจุดเทียนมากมาย ซึ่งท่านบอกว่า ปกติในอดีตนั้น ในอินเดียเมื่อยังไม่มีไฟฟ้า จะใช้เทียนเพียงไม่เกิน 3 เล่มต่อวัน แต่ถ้าในช่วงเวลาแบบนี้ จะจุดมากกว่านั้น 11 เท่า (ถ้าบีมฟังไม่ผิดนะคะ) และยังไม่พอ ต้องมีประทัดด้วย (แอบนึกถึงลอยกระทงของเราด้วย) ทั้งนี้เพื่อเพิ่มพลังงานต้านแรงเฉื่อยและแรงถ่วงไปสู่ความมืดและการเก็บตัว
  • สิ่งที่สำคัญที่ควรจะทำในระบบร่างกายของเราก็คือ การ activate และเพิ่มระดับของอุทานะวายุ ซึ่งเป็นหนึ่งในลมหรือปราณ 5 ที่อายุรเวทจัดแบ่งไว้ให้สูงขึ้น
  • ลมชนิดนี้ คือ ลมที่ทำให้ตัวเบา เป็นลมชนิดเดียวกับที่นักบัลเล่ย์หรือนักแสดงผาดโผน ยิมนาสติก หรือศิลปะการต่อสู้จะต้องฝึกและใช้มัน ที่สำคัญก็คือ ไม่ใช่แค่เขามี … มนุษย์ทุกคนมีลมนี้ แต่เราไม่รู้และไม่เคยฝึกฝนการใช้มันต่างหาก
  • น้ำหนักอาจจะยังคงเท่าเดิม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความรู้สึกเบาตัว ซึ่งเราจะสังเกตตัวเองได้ว่า ถ้าเราได้ลองทานผักผลไม้มาก ๆ เราจะเบาตัวขึ้น แต่ถ้าทานเนื้อสัตว์ นม ไข่ จะรู้สึกหนักตัวขึ้น มันเกี่ยวกับพลังของตัวอาหารด้วยค่ะ (อันนี้ท่านไม่ได้พูดไว้เมื่อคืน แต่บีมว่ามันเกี่ยวกัน เพราะจุดนี้ทุกคนน่าจะไปสังเกตได้ง่ายที่สุดค่ะ)
  • นั่นเป็นเพราะ ในเซลล์ของเราจะมีการเปลี่ยนแปลง การสั่นสะเทือนของพลังงานก่อนที่จะปล่อยออกมานอกเซลล์ คือ ระดับพลังงานในเซลล์ของเราเปลี่ยนแปลง ที่จะทำให้เยื่อไขมันที่หุ้มรอบเซลล์แตกตัวออกไป นั่นคือที่มาของความเบาตัวด้วย และการมีลมนี้มากขึ้น จะทำให้รู้สึกต้องการอาหารน้อยลง แต่มีพละกำลังเพิ่มขึ้น
  • โดยธรรมชาติของเรานั้น ร่างกายเขามีกำหนดวันหมดอายุไว้แล้ว ร่างกายจะมีความถ่วงในตัวเองที่ถ้าเราไม่ฝึกฝนตัวเองให้มีพลังชีวิตอยู่เสมอก็จะถ่วงไปให้ถึงความซึมเศร้า หมดพลัง และความตาย ดังนั้น การตระหนักรู้และฝึกฝนการบริหารธาตุและลมชนิดนี้สำคัญมาก ๆ ที่จะทำให้ชีวิตของเรานั้นเป็นชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันและความมีพลังอย่างเต็มที่ในยามที่มีชีวิตอยู่
  • และลมชนิดนี้ ก็เกี่ยวข้องกับ sound (เสียง) การพูด การเปล่งเสียง ซึ่งท่านสัธกูรูให้เราสังเกตตัวเองให้ดี ท่านบอกว่า เสียงที่ดังที่สุดคือเสียงในตัวเราเอง ให้เราฟังให้ดีอย่างไม่มีอคติ ตั้งใจฟัง…ทุกสิ่งที่เราพูดออกมา ส่งผลต่อระบบร่างกายของเราอย่างไร ส่งผลต่อจิตใจของเราอย่างไร ให้เราสังเกตให้ดี ๆ
  • และถ้าเราฝึกฟังตัวเองแบบนี้อยู่เสมอแล้ว เราจะเร่ิมได้ยินเสียงที่อาจจะเป็นเสียงที่หูได้ยินหรือไม่ได้ยินมากขึ้น เช่น ดวงอาทิตย์ก็เปล่งเสียงทุกวัน แต่เราไม่ได้ยิน ต้นไม้ นก ฯลฯ เพราะสรรพสิ่งคือ sound
  • ดังนั้น ในสิ่งที่บีมตกผลึกก็คือ จะพูดอะไรก็ต้องฟังให้ดีว่ามันส่งผลยังไงต่อตัวเราเอง เพราะ แม้เราจะพูดกับคนอื่น แต่เราคือคนที่ได้ฟังก่อน…มันทำให้บีมเร่ิมมีสติในการพูดมากขึ้นเลยค่ะ พูดไม่ดี ก็เข้าเราก่อนเลย … เป็นแบบฝึกหัดที่น่าฝึกฝนมาก ๆ ที่น่าจะทำให้การพูดของเราสร้างสรรค์ขึ้น เป็นปิยวาจามากขึ้นและทำให้คนรอบตัวรู้สึกดีขึ้นด้วย
  • และแน่นอนว่า สุขภาพเราต้องดีขึ้น เพราะ เสียงคือการสั่นสะเทือน ก็จะส่งผลต่อโมเลกุลของน้ำในร่างกายด้วย ถ้าเราพูดดี โมเลกุลก็ดีไปด้วย
  • ส่วนของการฝึกฝนนั้น เมื่อคืนเราได้ทำสมาธิโดยมีท่านนำ แต่ท่านบอกว่าการทำแบบนี้ไม่ควรนำไปฝึกเองที่บ้าน แต่ส่วนที่จะฝึกได้คือ การเปล่งเสียง AUM ซึ่งเป็น 3 เสียงพื้นฐานของสรรพสิ่งในจักรวาลนี้
  • จากประสบการณ์ที่บีมได้ฝึก AUM มาเกือบ 1 ปี บีมพบว่า ช่วยให้สภาวะจิตใจและร่างกายเบาจริง ๆ เหมือนรีเซ็ตระบบพลังงานใหม่ให้สะอาดสดใส มันเบาขึ้นจริง ๆ ค่ะ เดี๋ยวบีมให้คลิปวิดีโอฝึกไว้นะคะ

สรุป

  • ช่วงเวลานี้เป็นต้นไป (รู้สึกว่าจะนับไปอีก 6 เดือนค่ะ ถ้าจำไม่ผิด) คือช่วงที่โลกหันหน้าออกจากดวงอาทิตย์ จะมีพลังธรรมชาติที่ส่งผลให้เราเฉื่อยช้าลง
  • เราจึงควรหาอะไรใหม่ ๆ ทำ ให้ท้าทาย เปลี่ยนแปลง แอคทีฟ กระตือรืนร้นมากขึ้น เพื่อต้านแรงเฉื่อยนี้
  • วิธีการหนึ่งที่จะช่วยได้มากคือการฝึก AUM และบีมขอรวมการทานผักผลไม้ให้มากขึ้น อดอาหารล้างพิษสัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละ 1-2 ครั้ง ทานเนื้อ นม ไข่ น้อยลง (อาหารที่ทานแล้วรู้สึกหนัก)
  • จะพูดอะไรก็ให้คิดดี ๆ ก่อน พูดแล้วก็สังเกตว่าเรารู้สึกอย่างไร ระบบร่างกายเป็นอย่างไร
  • เมื่อฟังตัวเองคล่องแล้ว ก็จะเริ่มได้ยินเสียงที่ไม่มีเสียงของสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น รับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ได้พูดมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราตอบสนองและคัดเลือกสิ่งต่าง ๆ ให้กับชีวิตได้ดีขึ้น โดยไม่มีอคติ

ลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ
ได้ผลอย่างไร ก็มาเล่าให้ฟังกันได้ค่ะ


Satsang https://satsang.sadhguru.org/
(เดือนหน้าจัดครั้งสุดท้ายของปีนี้ เข้าร่วมได้ฟรีนะคะ)

วิธีฝึก AUM https://youtu.be/8BW8iv0nxUg

Pranayama – Taking Charge Of The Fundamental Life Force
https://isha.sadhguru.org/us/en/wisdom/article/pranayama-benefits-types

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s